การเมืองและเศรษฐกิจ

อินโดนีเซียกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ไม่หยุดยั้ง

23 Aug 2021   Views 115 อินโดนีเซียกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ไม่หยุดยั้ง

ทราบหรือไม่ว่า นอกจากอินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่ก้าวกระโดดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

รายงาน Global Startup Ecosystem Report ประจําปี 2563 ระบุว่า กรุงจาการ์ตาได้รับการจัดลําดับเป็นที่ 2 จาก 100 เมืองที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการเติบโตของธุรกิจ Startup มากที่สุด (อันดับหนึ่งคือ เมืองมุมไบ อินเดีย) โดยรายงานดังกล่าวได้วิเคราะห์ว่า อินโดยนีเซียยังมีศักยภาพในการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถด้านดิจิทัลให้เพิ่มสูงขึ้นได้ ทําให้รัฐบาลอินโดนีเซียร่วมมือกับภาคเอกชน เร่งกําหนดแนวทางและมาตรการเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลให้ได้ตามเป้าหมายจำนวน 9 ล้านคนภายในปี 2573 ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ (1) การให้ทุน Digital Talent Scholarship (DTS) ซึ่งเริ่มดําเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 (2) การจัดตั้ง Kampus Merdeka เพื่อเปิดการฝึกอบรมณ์ด้านการประกอบธุรกิจออนไลน์ และการตั้งบริษัท digital startups (3) การร่วมมือกับบริษัท Tokopedia ซึ่งเป็นบริษัท Startup ระดับ Unicorn ชื่อดัง เพื่อจัดตั้ง Tokopedia Academy และการเปิดหลักสูตรการฝึกอบรมที่ University of Indonesia และ Atma Jaya University ในด้าน e-Commerce

นอกเหนือจากการเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลตามแนวทางดังกล่าวแล้ว รัฐบาลอินโดนีเซียยังให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ากับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยหนังสือพิมพ์ Bisnis Indonesia ได้รายงานคำสัมภาษณ์ของนาย Muhammad Lutfi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าอินโดนีเซีย ระหว่างการรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจรอบครึ่งปี 2564 เน้นย้ำถึงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลครั้งที่ 2 (the Second Wave of the Digital Economy) ผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต การขนส่ง การติดต่อทางธุรกิจในรูปแบบดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอินโดนีเซียท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19

นาย Lutfi เน้นย้ำความสำคัญของระบบห่วงโซ่การผลิตในขั้นปลายน้ำ (downstream) ของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอินโดนีเซียสามารถเสริมสร้างประสิทธิภาพได้โดยเริ่มจากการดำเนินการในเป้าหมายที่บรรลุได้โดยง่ายก่อน (low hanging fruit) และการลดภาษีขั้นต้น (Early Harvest) ในการเริ่มต้นธุรกิจ เช่น บริษัท TaniHub เจ้าของแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซตัวกลางในการเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้เกษตรกรได้รับรายรับและสร้างผลผลิตได้มากขึ้น หรือบริษัท eFishery ที่นำ Internet of Things (IoT) และ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา เช่น เทคโนโลยีการสั่งการเครื่องจักรสำหรับการให้อาหารปลาแบบอัตโนมัติจากระยะไกล และระบบแจ้งเตือนปริมาณอาหารแก่เกษตรกร โดยนาย Lutfi ยังกล่าวถึงสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเป็นลำดับแรกคือ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมภายในประเทศเพื่อรองรับการเติบโตและดึงดูดผู้ประกอบการ และนักลงทุนภายในอินโดนีเซียในอนาคต

อนึ่ง ข้อมูลของกระทรวงการค้าอินโดนีเซียระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอินโดนีเซียในปี 2564 มีมูลค่า 632 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) นอกจากนี้ กระทรวงการค้าฯ ยังคาดการณ์ว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทผู้ประกอบการต่อผู้ประกอบการ (B2B) และผู้ประกอบการต่อผู้บริโภค (B2C) จะสร้างมูลค่าแก่ธุรกิจในเศรษฐกิจดิจิทัลของอินโดนีเซียกว่า 1,908 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.31 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2573

* * * * * * * *

สำนักงานเลขานุการกรม
กรมเอเชียตะวันออก
สิงหาคม 2564

ที่มา:
1) รายงานสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา เรื่อง สรุปการรายงานข่าวท้องถิ่นเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจที่น่าสนใจในอินโดนีเซีย ประจำวันที่ 9 ก.ค. 64 (ต้นฉบับจาก: https://www.kemendag.go.id/id/pers/kemendag-manfaatkan-gelombang-keduaekonomi-digital-1)

2) รายงานสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา เรื่อง พัฒนาการเศรษฐกิจอินโดนีเซีย