ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับติมอร์-เลสเต

ติมอร์-เลสเต

ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย

ภาพรวม

ไทยกับติมอร์ - เลสเต สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ในวันเดียวกันกับวันประกาศฟื้นฟูเอกราชของติมอร์ฯ โดยไทยเป็นประเทศที่ 3 ที่สถาปนาความสัมพันธ์กับติมอร์ฯ ต่อจากจีนและนอร์เวย์ ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายมีความราบรื่นเสมอมาจนถึงปัจจุบัน

ไทยเป็นประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาที่สำคัญของติมอร์ฯ โดยได้ดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศติมอร์ฯ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 ผ่านการให้ทุนฝึกอบรม/ดูงาน ทุนศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาต่าง ๆ รวมทั้งการจัดทำโครงการหมู่บ้านต้นแบบตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง (Self-Sufficiency Village Model) และการส่งผู้เชี่ยวชาญไทยไปปฏิบัติงานที่ติมอร์ฯ ทั้งด้านการเกษตร สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการศึกษา เป็นต้น


ด้านการเมือง

ติมอร์ฯ มีทัศนคติที่ดีต่อไทยตั้งแต่สมัยที่ไทยร่วมกับสหประชาชาติในการรักษาสันติภาพในติมอร์ฯ เมื่อปี 2542 (ก่อนการก่อตั้งประเทศติมอร์ฯ) ในหลายภารกิจ อาทิ การรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก (United Nations Mission in East Timor: UNAMET) กองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออก (International Force in East Timor: INTERFET) องค์กรบริหารชั่วคราวของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก (UN Transitional Administration in East Timor: UNTAET) และภารกิจสนับสนุนของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก (UN Mission of Support in East Timor: UNMISET) นายทหารไทยที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในกองกำลังรักษาสันติภาพ อาทิ พลตรี ทรงกิตติ จักกาบาตร์ (ยศในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองกำลัง INTERFET พลโท บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ (ยศในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง UNTAET (กรกฎาคม 2543 - สิงหาคม 2544) และพลโท วินัย ภัททิยกุล (ยศในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง UNTAET/UNMISET (กันยายน 2544 - สิงหาคม 2545)

ต่อมา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้รับรองข้อมติที่ 1704 (2006) จัดตั้งภารกิจประสานงานของสหประชาชาติในติมอร์ฯ (United Nations Integrated Mission in Timor-Leste: UNMIT) เน้นการฟื้นฟูและการสร้างเสถียรภาพให้แก่ติมอร์ฯ ซึ่งไทยได้ส่งนายตำรวจเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจกองกำลังรักษาสันติภาพจำนวน 41 นาย บทบาทของตำรวจไทยใน UNMIT ได้รับความชื่นชมอย่างมากจากสหประชาชาติและติมอร์ฯ โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและทางวิชาการ

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 รัฐบาลติมอร์ฯ และ UNMIT ได้ร่วมกันจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านร่วม (Joint Transition Plan) เพื่อกำกับดูแลการส่งมอบภารกิจของ UNMIT ให้แก่รัฐบาลติมอร์ฯ ก่อนถอนกำลังในปลายปี 2555 เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาสันติภาพ (peacekeeping) ไปสู่การสร้างรัฐ (state-building) จะดำเนินไปอย่างมั่นคง สันติ และมีพัฒนาการราบรื่น โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับสูงเพื่อกำกับดูแลคณะทำงาน 7 คณะ รับผิดชอบในแต่ละด้านที่สำคัญและเร่งด่วน โดยภารกิจของกองกำลัง UNMIT สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2555 โดยให้คงไว้เพียงผู้ประสานงานสหประชาชาติ (United Nations Resident Coordinator) และทีมงานสหประชาชาติ (United Nations Country Team) เพื่อให้คำแนะนำและช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่ติมอร์ฯ สำหรับกองกำลังนานาชาติเพื่อการรักษาเสถียรภาพ (International Stabilization Force) ซึ่งนำโดยกองทัพของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์และเริ่มภารกิจเมื่อปี 2549 สิ้นสุดภารกิจในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยก็ได้ถอนกองกำลังออกจากติมอร์ฯ ในปี 2555

ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

โดยที่ติมอร์ฯ ยังมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองไม่สูงนัก และผลผลิตทางการเกษตรยังไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ แต่มีอัตราการเติบโตของประชากรอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (ร้อยละ 2.2 ต่อปี ไทยร้อยละ 0.3 ต่อปี) จึงต้องนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศกว่าร้อยละ 90 จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะขยายการส่งออกสินค้าไปยังติมอร์ฯ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

การค้าระหว่างไทยกับติมอร์ฯ ในปัจจุบันยังไม่มากนัก แต่มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไป โดยในปี 2562 มูลค่าการค้าระหว่างกันมีจำนวน 9.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 72.89 โดยไทยส่งออกมูลค่า 8.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้ามูลค่า 0.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปติมอร์ฯ ได้แก่ ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และน้ำมันสำเร็จรูป ขณะที่ไทยนำเข้าผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สิ่งพิมพ์ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ และลวดและสายเคเบิลจากติมอร์ฯ

การลงทุน

ปัจจุบัน การลงทุนระหว่างไทยกับติมอร์ฯ ยังมีไม่มาก และยังไม่มีการลงทุนของติมอร์ฯ ในไทย สำหรับการลงทุนของภาคเอกชนไทยในติมอร์ฯ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร ร้านนวดแผนไทยและสปา และร้านขายอะไหล่รถยนต์ ติมอร์ฯ ต้องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ
ในหลายสาขา รัฐบาลติมอร์ฯ มีนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้าง ประมง เกษตร อุตสาหกรรมเบา และการท่องเที่ยว จึงเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยที่มีความพร้อมเข้าไปลงทุนในสาขาดังกล่าว

การท่องเที่ยว

ในปี 2562 ชาวติมอร์ฯ เดินทางมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย 173 คน

ด้านอื่นๆ

ด้านการต่างประเทศ

ติมอร์ฯ ประสงค์ที่จะเข้าเป็นสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยกระทรวงการต่างประเทศได้จัดการฝึกอบรมด้านการเจรจาการค้าและความเข้าใจเกี่ยวกับข้อตกลงต่าง ๆ ในกรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้แก่คณะเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ของติมอร์ฯ เมื่อวันที่ 17 - 21 กุมภาพันธ์ 2563 ที่กรุงเทพฯ

ความร่วมมือทางวิชาการ

ความร่วมมือทางวิชาการเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับติมอร์ฯ เมื่อปี 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (Memorandum of Understanding on Economic and Technical Cooperation) จากนั้น กระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายได้จัดทำแผนงานการให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระยะ 3 ปี (2546 - 2548) เพื่อช่วยเหลือติมอร์ฯ ในการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศหลังการประกาศเอกราช โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาต่าง ๆ เช่น เกษตร สาธารณสุข ประมง การค้า การลงทุน การธนาคาร การประกันภัย การท่องเที่ยว การรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยภายในประเทศ พลังงาน และการใช้เทคโนโลยีภูมิศาสตร์สารสนเทศ รวมทั้งสนับสนุนมูลนิธิสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมในการเผยแพร่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ปัจจุบัน ไทยและติมอร์ฯ (กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศและกรมกิจการทวิภาคี กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือของติมอร์ฯ) ได้จัดทำแผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา 3 ปี ระยะที่ 5 (2563- 2565) ในสาขาการเกษตร สาธารณสุข และการศึกษาด้วย

โครงการในพระราชดำริ

สำนักงานโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันตามแนวพระราชดำริที่โรงเรียนเอ็นสิโน บาสิโค เฮรา (Ensino Basico Hera) และโรงเรียนอนุบาลและระดับเตรียมประถมอาคานูโน (Basic and Pre-Primary Acanuno) ที่ตำบลเฮรา และได้คัดเลือกโรงเรียนเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก 2 แห่งในปี 2559 ได้แก่ โรงเรียน Dona Ana Lemos และโรงเรียน Escola Basico Central Satusquero ที่จังหวัดแอร์เมรา