ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับบรูไนดารุสซาลาม

บรูไนดารุสซาลาม

ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย

ภาพรวม

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับบรูไนดารุสซาลาม เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2527 ความสัมพันธ์ราบรื่นในทุกด้าน มีการแลกเปลี่ยนการเยือนทั้งในทุกระดับ ทั้งในระดับราชวงศ์ ระดับผู้นำ และผู้แทนระดับสูงของกองทัพ    

ไทยและบรูไนฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ โดยไทยประสงค์เรียนรู้จากบรูไนฯ ด้านการศึกษา การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมฮาลาลเชิงการแพทย์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการแพทย์ พลังงานทดแทนและการค้นคว้าวิจัยด้านพลังงาน และบรูไนฯ ประสงค์จะเรียนรู้ประสบการณ์จากไทยด้านการพัฒนาการเกษตร การพัฒนาพันธุ์ข้าว การปรับปรุงคุณภาพดิน การบริหารจัดการน้ำ และ การปรับปรุงระบบชลประทานเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือด้านสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ระหว่างกัน    

ด้านการเมือง

ไทยกับบรูไนฯ มีกลไกความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญ คือ คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - บรูไนฯ (Joint Commission for Bilateral Cooperation - JCBC) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 30 - 31 มีนาคม 2546 ที่กรุงเทพฯ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม ประเด็นหลักที่ทั้งสองฝ่ายหารือกัน ได้แก่ การทหาร การค้า การลงทุน แรงงาน ความร่วมมือด้านวิชาการ การท่องเที่ยว การสื่อสารและวัฒนธรรม นอกจากนี้ บรูไนฯ ยังเป็นพันธมิตรที่ดีของไทยและให้การสนับสนุนไทยในการสมัครรับเลือกตั้งในเวทีต่าง ๆ   

ด้านเศรษฐกิจ

ในปี 2562 บรูไนฯ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) 18.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นรายได้ต่อหัวประมาณ 33,820 ดอลลาร์สหรัฐฯ (อันดับที่ 2 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์) โดยรายได้หลักของบรูไนฯ มาจากการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

การค้า

บรูไนฯ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 9 ของไทยในอาเซียน โดยในปี 2562 ไทยและบรูไนฯ มีมูลค่าการค้ารวม 671 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (21,025 ล้านบาท) โดยไทยส่งออกไปบรูไนฯ 116 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,604 ล้านบาท) และนำเข้าจากบรูไนฯ 555 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (17,420 ล้านบาท) ไทยเป็นฝ่ายเสียดุลการค้า มูลค่า 439 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (13,815 ล้านบาท) สินค้าที่ไทยส่งออกไปบรูไนฯ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว ผลไม้และน้ำตาล โดยไทยนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ

บรูไนฯ ประสงค์เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับฝ่ายไทยด้านสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของไทย เพื่อนำไปพัฒนาสินค้า One Village, One Product ของบรูไนฯ ทั้งในด้านแนวคิดทางธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ และการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ส่วนไทยสนใจที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมฮาลาล ทั้งในด้านวัตถุดิบ และการพัฒนาสินค้าฮาลาลกับบรูไน

การลงทุน

การลงทุนของบรูไนฯ ในไทยที่สำคัญอยู่ในรูปแบบการลงทุนในกองทุนและพันธบัตร ส่วนการลงทุนของ ไทยในบรูไนฯ ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินธุรกิจร้านจำหน่ายสินค้าชนิดต่าง ๆ เช่น ร้านอาหาร อู่ซ่อมรถ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง/สถาปนิก เป็นต้น (การประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในบรูไนฯ จะต้องมีชาวบรูไนฯ เป็นหุ้นส่วน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้กำหนดอัตราการถือหุ้นส่วนที่แน่นอน)

การท่องเที่ยว

ปี 2562 มีนักท่องเที่ยวจากบรูไนฯ เดินทางมาประเทศไทยจำนวน 15,612 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 จากปี 2561 บรูไนฯ ประสงค์เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับฝ่ายไทยด้านการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ขณะที่ไทยต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพื่อให้ชาวบรูไนฯ มาตรวจสุขภาพ/รักษาตัวที่ไทยมากขึ้น

ด้านการเกษตร

รัฐบาลบรูไนฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรรมเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยพัฒนาจากการเกษตรแบบดั้งเดิมเป็นการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงเพื่อนำไปสู่การเกษตรเชิงพาณิชย์ โดยบรูไนฯ สนใจเรียนรู้จากประสบการณ์ของไทยด้านการเกษตรและการพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับบรูไนฯ ที่ลงนามเมื่อเดือนมีนาคม 2558 นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 16 - 19 ธันวาคม 2561 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เดินทางไปเยือนบรูไนฯ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาดินเป็นกรด ชลประทาน ปศุสัตว์ ตามกรอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วย ความร่วมมือด้านการเกษตร